เรื่องของผู้น้อย

posted on 12 Mar 2008 09:44 by muanchon

เรื่องของผู้น้อย                                   

ข้าพเจ้าและเพื่อนสาวคงมีใบหน้านิ่งเฉยและลิ้นที่สั้นกุดเกินไป  จึงไม่มีปีกขาวสยายเหมือนกับพวกเขาเหล่านั้นและไม่มีโอกาสแม้กระทั่งได้ยินเสียงกันและกัน  พวกเขาเหล่านั้นมีลิ้นที่หยาบหนา  แข็งแรง  ตวัดฉวัดเฉวียนอย่างคล่องแคล่ว  ซ้ำยังเจรจาพาทีด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน   ซึ่งข้าพเจ้าและเพื่อนสาวไม่มีความสามารถจะทำเฉกเช่นพวกเขาเหล่านั้นได้เลย               

 ต้นเดือนมีนาคมแรกเริ่มฤดูร้อนที่ความหนาวยังปกคลุมทั่วภาคพื้นที่ราบสูง  ฤดูหนาวทำท่ากำลังจะโกงเวลาของฤดูร้อน  ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งนี้ข้าพเจ้าทำตัวลีบๆกับความคิดผิดแผกแฝงอยู่มาเกือบเจ็ดปีตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งเข้าทำงานแล้วเวลาที่ข้าพเจ้าคาดไว้ก็เดินทางมาถึง  วันนี้นับเป็นวันแรกของเวลาที่เหลืออยู่ เพราะเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วข้าพเจ้าได้รับเกียรติจากบังคับบัญชาชั้นที่สอง  เป็นหนังสือบันทึกข้อความแจ้งให้ทราบเรื่องหมดสัญญาจ้าง  พร้อมการยัดเยียดตำแหน่งคนว่างงานให้ข้าพเจ้าอีกหนึ่งอัตรา  พอได้อ่านเนื้อหาของหนังสือข้าพเจ้าไม่รู้สึกตกใจหรือประหลาดใจอะไรมากนัก  มีเพียงอารมณ์ที่ตกหลุมอากาศบ้างเล็กน้อย                วันนี้เป็นวันสอบปลายภาคเรียนวันแรกของวิชาศึกษาทั่วไป  บรรยากาศยังเหมือนเดิมเด็กตาใสเดินขวักไขว่กำดินสอสองบีและยางลบไว้ในมือที่เปียกชุ่ม  ขาสั่นผับๆเข้าห้องเรียนรวมขนาดใหญ่ด้วยหัวใจและแววตาที่มุ่งมั่น  ข้าพเจ้าเข้าใจพวกเขาเหล่านั้นที่พากันดั้นด้นมาแสวงหาความรู้  ใบปริญญาหรือกระทั่งหน้าตาทางสังคมของพ่อแม่  เพราะมันเคยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเมื่อหก-เจ็ดปีที่แล้ว               

ไอ้โง่เอ้ย !” ข้าพเจ้าด่าตัวเองในใจแล้วยิ้มเยาะบนใบหน้านิ่งเฉย               

ข้าพเจ้านั่งในห้องทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์  ทาสผู้ซื่อสัตย์เพราะสั่งอะไรมันก็ทำ  อาจจะมีช้าบ้างเวลามันเหนื่อยหรือข้าพเจ้าสั่งงานมันมากเกินไป  เว็บไซต์ยอดนิยมถูกข้าพเจ้าเปิดขึ้นเพื่อดูความห่วยแตกของบ้านเมือง  ข่าวรักร้าวดาราเบียดแย่งพื้นที่กับข่าวฆ่ากันตาย  ข้าพเจ้าคลิ๊กเข้าไปดูในพื้นที่ข่าวการเมืองก็เหลือบเห็นคำว่า Hot! สีแดงกระพริบดีดดิ้นข้างๆ ข้อความ คำสั่งฟ้าผ่า ผบ.ตร. ไปช่วยราชการสำนักนายกฯ                 

แม่ง! ขนาด ผบ.ตร. ยังถูกปลดแล้วนับประสาอะไรกับกูวะ  ข้าพเจ้าสบถไร้เสียง  แล้วคิดน้อยใจ                ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของข้าพเจ้าก็เดินสวมหัวแป๊ะยิ้มเข้ามาในห้องทำงานที่เงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆ  โดยมีอาจารย์ผู้น้อยใช้ก้นดันประตูเปิดออกให้เพราะสองมือเจ้าหล่อนหอบหิ้วข้าวของให้หัวหน้าพะรุงพะรังไปหมด  ทั้งสองเดินผ่าน  ข้าพเจ้ายกมือไหว้ทักทายสวัสดีตามปกติวัน  จังหวะนั้นเองหนึ่งในสรรพสิ่งหอบหิ้วของอาจารย์ผู้น้อยทิ้งตัวลงกำลังจะกระแทกพื้น  เดชะบุญ! ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้  เจ้าหล่อนตวัดลิ้นยาวยืดออกมาเกี่ยวถุงอะไรสักอย่างไว้ได้  แต่ใช่ว่าการกระทำนั้นจะสะอาดเรียบร้อยไปเสียทั้งหมด  เพราะลิ้นอันหยาบยาวของเจ้าหล่อนเต็มไปด้วยน้ำลายเป็นเมือกเหนียวกระจายทั่วพื้นห้องทั้งยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย  ข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวในที่ทำงานเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถนัดตา  เรามองหน้ากันไร้ซึ่งคำพูดใดๆ  อาจารย์ผู้น้อยหันมาฉีกยิ้มให้กับข้าพเจ้ากับเพื่อนสาว  ข้าพเจ้าจึงยิ้มแห้งๆกลับไปโดยไม่ได้แสดงอาการรังเกียจ (ดังที่คิด) ให้เห็นแม้แต่น้อย  ส่วนเพื่อนสาวข้าพเจ้าเหมือนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า  สาวเจ้าทำอะไรไม่ถูกรีบหันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์พิมพ์รัวถี่ยิบจนปุ่มบนแป้นพิมพ์แทบกระเด็น               

มีอะไรหรือป่าวจ๊ะ?... เด็กๆ  อาจารย์สาวถามด้วยน้ำเสียงหวาน  แต่ยิ่งหล่อนพูดมากเท่าไหร่ลิ้นก็ยิ่งยืดยาวออกไป  เมือกน้ำลายก็ยิ่งสาดกระเซ็นเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น  แต่หล่อนยังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น                ข้าพเจ้ายิ้มแห้งๆและส่ายหน้ากลับไปบอกแทนคำตอบโดยไม่ปริปากอะไร  เพราะถึงพูดก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปอยู่ดี  ส่วนเพื่อนสาวยังตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์  พิมพ์  พิมพ์  ต่อไป               

แค่ชั่วอึดใจแม่บ้านปรี่เข้ามาในห้องทำงานหล่อนไม่รีรอให้โอกาสหลุดลอย  พอก้าวผ่านประตูเข้ามาหล่อนรีบถลาลงพื้นพุ่งเข้ามาปานว่าจรวดบกมาหยุดเอาที่เกิดเหตุ  หล่อนหยุดเพราะความเหนียวของเมือกน้ำลายอาจารย์ผู้น้อย  แม่บ้านเห็นที่เกิดเหตุหยุดปรายตามองก่อนนิ่งคิดเพียงเสี้ยววินาที  หล่อนก็ดิ้นพล่านเหมือนแมวถูกน้ำร้อนลวก โอ้!… เดชะบุญ! อีกรอบ  พื้นที่เคยสกปรกเพราะน้ำลายเหนียวๆของอาจารย์ผู้น้อย  ตอนนี้สะอาดเงาวับด้วยฝีมือแม่บ้านประจำสำนักงานไปเสียแล้ว  หล่อนไม่ได้สนใจสายตาทั้งสองคู่ของข้าพเจ้าและเพื่อนสาวเลย                  ทำไปได้หนอ...คนเรา  ข้าพเจ้าแค่นึกในใจแต่ไม่อาจกลั้นสีหน้าแสดงอาการสมเพชไว้ได้  เพื่อนสาวของข้าพเจ้าก็เช่นกัน  หล่อนทำท่าเหมือนจะอ้วกแตกสีหน้าไม่สู้ดีนัก  ข้าพเจ้ามองเห็นริมฝีปากหล่อนขมุบขมิบเหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่างให้ข้าพเจ้ารับรู้  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่มียินเสียงอะไร  จนหล่อนต้องตะโกนออกมา  แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเหมือนเดิม  ก่อนที่หล่อนจะผลุนผันลุกจากโต๊ะทำงานวิ่งไปเปิดประตูทางออก  มือข้างหนึ่งกุมปิดที่ปาก  กำลังจะก้าวขาพ้นห้องทำงาน                หยุด! จะไปไหนจ๊ะ?  อย่าเพิ่งไปสิ!”  เสียงหวานๆพร้อมเมือกน้ำลายของอาจารย์ผู้น้อยสั่งให้เพื่อนสาวข้าพเจ้าชะงักกานเคลื่อนไหวและหล่อนก็ต้องทำตาม  แทนที่คำพูดไร้เสียงของเพื่อนสาวข้าพเจ้าจะหลุดออกจากปาก  กลับกลายเป็นเศษอาหารผสมน้ำทะลักพุ่งออกมาจากปากหล่อนและที่สำคัญมันไม่ได้พุ่งออกมาเพียงครั้งเดียวเสียด้วย                จัดการสิจ๊ะ…”  คำสั่งหวานๆของอาจารย์ผู้น้อย  สายตาหล่อนจ้องเขม็งไปยังแม่บ้านที่ยังนอนราบอยู่กับพื้น                เพื่อนสาวข้าพเจ้าร้องบอกอะไรบางอย่างด้วยความเงียบ  แต่ข้าพเจ้าสันนิษฐานได้ด้วยท่าทาง  เหมือนหล่อนกำลังห้ามแม่บ้านไม่ให้ทำตามคำสั่งของอาจารย์ผู้น้อย  แต่ก็ไม่เป็นผล  แม่บ้านพุ่งจรวดบกเข้าหาสถานที่เกิดเหตุจนเพื่อนสาวข้าพเจ้าโผหลบแทบไม่ทัน  แล้วหล่อนก็ดิ้นพล่านที่กองเศษอาหารของเพื่อนสาวข้าพเจ้า  เพียงเวลาไม่นานพื้นก็กลับมาเงาวับเหมือนเดิม  เพื่อนสาวข้าพเจ้าเห็นดังนั้นหล่อนแทบไม่กล้าอยู่ใกล้คนทั้งสองอีกแม้แค่กลั้นลมหายใจ  หล่อนรีบลุกเดินกลับมายังโต๊ะทำงาน  ภาพที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออาจารย์ผู้น้อยก้มลงตวัดลิ้นเลียข้างๆหูของแม่บ้านอยู่นานทีเดียว  จนน้ำเมือกชโลมเกือบทั่วตัวเจ้าหล่อน  ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มให้ซึ่งกันและกันแล้วปีกสีขาวก็งอกออกจากกลางหลังของแม่บ้าน  หล่อนกระพือปีกอย่างแรงสอง สามที  กระดาษเอกสารในห้องทำงานปลิวว่อน  ก่อนที่หล่อนจะบินผ่านทางประตูออกไป                เก็บสิจ๊ะ  เด็กๆ  อาจารย์ผู้น้อยชี้นิ้วสั่งข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวให้จัดการกับกระดาษที่เกลื่อนกลาดบนพื้น  เหมือนทุกๆ ครั้งเวลาหล่อนปีกงอกหลังจากหล่อนสอพลอสำเร็จ               

........! อยู่ข้างนอกมั้ย?  เสียงผู้บังคับบัญชาชั้นต้นร้องเรียกอาจารย์ผู้น้อย                อยู่คะ!”  เสียงตอบสั้นๆ ของหล่อนก่อนจะพุ่งจรวดบกเรียดพื้นเข้าห้องทำงานของหัวหน้าไป                ข้าพเจ้ามองหน้าเพื่อนสาว  หล่อนแสดงสีหน้าเวทนากับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปซึ่งก็ไม่ต่างจากสีหน้าของข้าพเจ้าในขณะนั้นเท่าใดนัก                อีกราวครึ่งชั่วโมงผู้บังคับบัญชาชั้นต้นก็เดินออกมาจากห้องทำงานประจำตำแหน่ง  ตามหลังมาด้วยอาจารย์ผู้น้อย  คราวนี้หล่อนหอบข้าวของเยอะกว่าตอนขามาเสียอีก                 

นี่เด็กๆ  เดี๋ยวช่วยเข้าไปเก็บกระดาษในห้องหัวหน้าหน่อยนะจ๊ะ  อาจารย์ผู้น้อยมองมาทางข้าพเจ้ากับเพื่อนสาว  เราทั้งสองมองหน้ากันเหมือนปลงตกเพราะต่างก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น                หัวหน้าเดินมาสั่งงานข้าพเจ้าเพียงเล็กน้อยตามประสาคนที่กำลังจะจากกัน  หัวแป๊ะยิ้มมันยังยิ้มแฉ่งให้ข้าพเจ้าเหมือนเคย  ข้าพเจ้าก็เช่นกันยิ้มกลับมันเหมือนเคยเพราะดูแล้วหน้าตามันตลกดี  แล้วทั้งสองก็จากไปจนกว่าจะพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้                นี่มันอะไรกันนักหนาวะเนี่ย!”  เพื่อนสาวข้าพเจ้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว                ก็มันเป็นเรื่องปกตินี่  ยังไม่ชินอีกเหรอ?  คำพูดข้าพเจ้าก็มีเสียงเช่นกัน                อืมมมมม...  เพื่อนสาวข้าพเจ้าพยักหน้าสองสามทีเหมือนยอมรับด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย                ข้าพเจ้ารีบทำงานที่ได้รับมอบหมายเพียงเล็กน้อยให้เสร็จโดยเร็ว  ก่อนจะออกไปสูดอากาศข้างนอกห้องทำงาน  อากาศแสนบริสุทธิ์ที่มนุษย์โลกทั่วไปเขาสูดกัน                ข้าพเจ้าได้ยินเสียงสะอื้นแว่วดังลอยลมมาจากทางมุมตึกจึงเดินไปตามเสียงนั่น  ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงก็ยิ่งดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆ  ข้าพเจ้าพอจะเดาออกแล้วว่าเสียงที่ได้ยินมันเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้หญิง  ฟังแล้วดูเศร้าหดหู่สุดบรรยายเหมือนความทุกข์ของหล่อนหลั่งทะลักออกมากับน้ำตา  เสียงสะอึกสะอื้นฟังแล้วเหมือนสายใจหล่อนกำลังจะขาด  ข้าพเจ้าค่อยๆย่องเข้าไปเพื่อจะดูเจ้าของเสียงร้องไห้  ภาพที่ปรากฏคือร่างผู้หญิงนั่งยองๆหันหน้าเข้ามุมตึก  กลิ่นเหม็นที่คุ้นเคยคลุ้งกระจายทั่วบริเวณ  แม้ข้าพเจ้าจะมองเห็นใบหน้าของหล่อนไม่ชัดนักแต่ผมเผ้าที่เปียกชโลมน้ำเมือกเสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำลายเหนียวๆและปีกสีขาวที่งอกอยู่กลางหลังของหล่อนซึ่งมันกระตุกสั่นเป็นจังหวะรับกับเสียงสะอื้นไห้  เท่านี้ก็พอที่จะหยุดความรู้สึกข้าพเจ้าให้นิ่งและหันหลังกลับเดินจากหล่อนมา               

ข้าพเจ้าจิตใจห่อเหี่ยวเดินกลับห้องทำงาน  เสียงสาปส่งดังแว่วมาเป็นระยะๆ  ไป! ออกไป!  ไอ้นักเขียนใหญ่  เพลงกลับบ้านของพี่พจนาถ ดังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบเล่นวนไปมาหลายชั่วโมงพร้อมๆ กับร่างนิ่งเฉยของข้าพเจ้า                                

 ................กลับบ้านหาเราตัวจริง                               

 พ่อครับ  แม่ครับ  ผมอยากกลับบ้าน                                                                                                                                                                                                  

ประชา  มวลชน                                                                                                                             

ต้นมีนาคม  2551                                                                                                                    

ข้าผู้น้อย  ฆ่าผู้ใหญ่  ก็ไร้ค่า

 

edit @ 26 Mar 2008 16:10:47 by ประชา มวลชน

edit @ 26 Mar 2008 16:12:54 by ประชา มวลชน

วันแรกของเวลาที่เหลืออยู่ 

...วันแรกของความตาย...               

ท่ามกลางภูเขาเรียงซ้อนกันอย่างไร้ระเบียบเป็นทิวยาวนับร้อยกิโลเมตรมนุษย์ก็ยังอุตส่าห์แสวงหาสามารถสร้างถนนเพื่อให้รถวิ่งฝ่าสุมทุมพุ่มไม้ไปได้  แม้นจะคดเคี้ยวสักหน่อยแต่นั่นก็ถือเป็นอีกรูปแบบของการเดินทาง  ในการเดินทางรูปแบบนี้ใช่ว่าผู้เดินทาง จะโชคดีเสมอไปคือถึงจุดหมายที่ตนต้องการ  เพราะบางคนต้องหยุดอยู่ที่นี่ทั้งแบบถาวรและชั่วคราวต่างกันตามกรณี  ก็อย่างที่รู้กันว่า มันไม่ใช่ทางราบเรียบทั่วไปถ้าหากต้องการจะข้ามมันไปจริงๆ ผู้คิดจะเดินทางก็ต้องใช้ความสามารถ - อดทน - พยายามให้มากกว่าปกติเป็นเรื่องธรรมดา               

วันนี้ผมได้เดินทางมากับผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันเกือบเต็มคันรถ  ผมเองค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีผู้ใดหลงหรือบังเอิญขึ้นรถคันนี้มาอย่างไม่ตั้งใจเป็นแน่  เพราะทุกคนมีท่าทาง  สีหน้าและแววตามุ่งมั่นเหลือเกิน  เกินกว่าจะก้าวขึ้นมาอย่างไร้จุดหมาย  เมื่อรถคันที่เรานั่งมาจำเป็นต้องวิ่งฝ่าหุบเขาไปตามถนนแสนคดเคี้ยวเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตร  ปัญหาของเราใช่จะมีเพียงด้านเดียวเมื่อท้องฟ้าเบื้องหน้าก่อนเคยเป็นสีครามมีเมฆปุยสีขาวลอยล่องตามแรงลม  กลับกลายเป็นมืดมิด  สีดำสนิทดังถูกละเลงป้ายสีจากเด็กไร้เดียงสา  อีกไม่นานสิ่งที่ทุกคนคาดคิดก็ตามมาเมื่อม่านน้ำสีขาวโรยตัวลงมาจากแผ่นฟ้าจรดกับผืนดินม่านน้ำปลิวไสวไปมาเมื่อต้องลม  เม็ดฝน คงใช้ไม่ได้แน่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้  คงต้องใช้คำว่า  สายฝน ดูจะเหมาะกว่า ผมคิดในใจ                  

รถปรับอากาศชั้นหนึ่ง ตอนนี้วิ่งได้ไม่ต่างไปจากรถไถนาเดินตามของชาวนาเท่าไรนัก  ระยะการมองเห็นไม่น่าจะเกินสาม เมตร  ภาพที่เกิดเบื้องหน้ามีเพียงดอกฝนบานอยู่บนพื้นถนนเต็มไปหมด               

ผมคงขับต่อไปไม่ไหวแล้ว  มีใครพอจะขับได้บ้างไหมครับ?                คนขับรถหันกลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด  ตะโกนถามผู้โดยสารอยู่ด้านหลังรวมทั้งผมด้วย   เมื่อเขารู้ว่าปัญหาที่กำลังเผชิญมันเกินความสามารถของเขาจะฝ่าไปได้               

 เฮ้ย ! อะไรวะมีที่ไหนจะให้ผู้โดยสารไปขับรถน่ะ                ผู้หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมแต่งตัวดี  ตามร่างกายประดับประดาด้วยเครื่องเพชร- เครื่องทองเต็มตัวไปหมด  หล่อนร้องตะโกนกลับไปต่อว่าพนักงานขับรถ ด้วยอาการไม่พอใจ               

 นะ-โม  ตะ-สะ- ภะ-คะ-วะ-โต........................สาธุ  สาธุ  สาธุ                 หญิงชราพึมพำท่องบทสวดมนต์เป็นการใหญ่เพื่อหวนระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพียงหวังจะหลุดพ้นความทุกข์ไปอย่างสงบ  เผื่อว่าลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในโลกพระศรีอาริย์  เมื่อเห็นเหตุการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก               

อุแว้..อุแว้..อุแว้...ใครจะขับก็ขับซะทีเถอะลูกฉันร้องใหญ่แล้ว...โอ๋  โอ๋  ไม่ร้องนะลูกนะแม่อยู่นี่แล้ว                หญิงแม่ลูกอ่อนร้องบอกใครก็ได้สักคนหนึ่งในรถ  ให้ไปขับเพื่อว่าจะได้ไปต่อและยุติความวุ่นวายบนรถให้สงบลงเสียที                พี่ ! พี่ ! พี่เคยขับรถแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ? พี่ขับได้หนิ  ไปช่วยเขาหน่อยสิ  นะ  นะ                อย่ามายุ่งน่า  โธ่...!! คนจะนอน  อากาศกำลังดีเชียว                เสียงจากชายผู้เป็นสามีตวาดดังขึ้นเมื่อภรรยาที่นั่งมาด้วยปลุกให้เขาไปช่วยขับรถเพื่อจะได้เดินทางต่อ                บนรถขณะนี้เกิดความโกลาหลอย่างหนักต่างคนต่างพูดคุยกันถึงเรื่องคนขับรถ  บ้างก็พูดกันเรื่องหนทางข้างหน้า  บ้างก็โทษกันไปมาเรื่องขับรถทั้งเสียงเสวนาเสียงเด็กร้อง  เสียงสวดมนต์ทำเอาบรรยากาศในรถตอนนี้ไม่ต่างไปจากข้างนอกสักเท่าไรนัก               

พี่ครับ !  พี่คงต้องทนขับต่อไปแล้วล่ะครับเพราะดูท่าทางคงจะไม่มีใครแล้ว                ผมตะโกนบอกพนักงานขับรถด้วยว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน  จากมุมมองของเบาะนั่งท้ายสุด               

รถปรับอากาศชั้นหนึ่งถูกสตาร์ทเครื่องอีกครั้งเพื่อคืบคลานขึ้นเขาลูกต่อไป  รถวิ่งขึ้นเขาอย่างทุลักทุเลเพราะอาการคนขับ  อีกทั้งสภาพถนนและอากาศข้างนอกอันเลวร้าย   ความวุ่นวายในรถยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย  เสียงทุกเสียงยังดำเนินไปพร้อมๆ กับการเดินทาง  อีกชั่วอึดใจเดียวดูเหมือนว่ารถจะขึ้นมาถึงยอดเขาอีกลูกแล้วและพร้อมสำหรับขาลงกับโค้งปิ้งปลาไหล  รถวิ่งลงจากยอดเขาด้วยความเร็วเพราะน้ำหนักของรถและความลื่นของถนน  ทุกเสียงบนรถเงียบลงทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจเมื่อการเคลื่อนที่ของรถเปลี่ยนไปจากเดิม  ก่อนเสียงกรีดร้องระงมจะดังขึ้นทั่วคันรถอีกครั้งเมื่อทุกคนเห็นว่ารถกำลังออกนอกเส้นทางวิ่งแล้วไถลไปตามไหล่เขาและทางเดินของสัตว์   จนหยุดการเคลื่อนที่ได้ด้วยความแข็งแรงของต้นสักใหญ่ใบหนามันคงยืนต้นมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบฝน  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบนิ่งลง                ………………………               

ผมได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแม้จะไม่ใช่คนแรกแต่ก็ไม่ใช่คนสุดท้ายของรถเพราะเห็นหลายคนยังหลับอยู่  รถเราดูเหมือนมาจอดชานชาลาที่ไหนสักแห่งหนึ่ง  เป็นที่ไม่ค่อยจะคุ้นตานักผมมองไปรอบๆ ข้างมีเพียงที่พักผู้โดยสารหลังเดียวไร้แม้เงาต้นไม้สักต้นดังก่อนที่ตาผมจะปิดลงและลืมขึ้นมาอีกครั้ง  พวกเราเดินต่อแถวลงจากรถเพื่อไปยังที่พักผู้โดยสาร  ไอ้พวกทะเลาะกันก็ยังไม่เลิก  ชายฉกรรจ์เดินบ่นพึมพำด้วยเหตุว่าเสียเวลานอนโดยมีภรรยาเดินปลอบประโลมตามหลัง  เสียงคนคุยกันดังระงมเกี่ยวกับสถานที่แปลกตาที่นี่มีทางเส้นเดียวตัดผ่านและมองไม่เห็นว่าปลายทางไปสิ้นสุดเอาที่ใด  แต่ทุกคนต้องนิ่ง-  อึ้ง  สายตาจับจ้องไปยังที่เดียวกันและหยุดทุกเสียงให้สงบลงเมื่อรถที่เรานั่งมาวิ่งเคลื่อนตัวออกไปหลังจากจอดบังป้ายบอกปลายทางทั้งสองของถนน  โดยทางด้านซ้ายมือมีเมืองที่จะผ่านคือ  จาตุมหาราชิก - ดาวดึงส์ - ยามา - ดุสิต - นิมมานรดี  ไปสุดทางที่ปรนิมมิตวสวัตดี  ส่วนด้านขวามือเมืองที่จะผ่านคือ สัญชีวนรก - กาฬสุตตนรก - สังฆาฏนรก -โรรุวนรก - มหาโรรุวนรก -ตาปนรก - มหาตาปนรก  ไปสุดทางที่อเวจีมหานรก  บางคนได้อ่านป้ายถึงกับเข่าอ่อนล้มพับลงไปกองกับพื้น  บ้างร้องโวยวายเสียงดังเหมือนคนบ้า               

ไม่ !  ไม่จริง !  เป็นไปไม่ได้  ฉันไม่เชื่อ                 หลายคนร้องไห้เรียกหาพ่อ  แม่  พี่  น้อง  ญาติมิตร  คนรัก  ทั้งที่ตอนอยู่ด้วยกันไม่เคยจะดูแลสนใจหรือเอาใจใส่สักเท่าไรนัก  ความวุ่นวายยิ่งทวีคูณขึ้นกว่าเดิมเสียงร่ำไห้  โวยวาย  พูดคุย  และเสียงสวดมนต์ของหญิงชราดังขึ้นปะปนกันจนแยกไม่ออก  ส่วนผมยังยืนมองป้ายอยู่ที่เดิมเสียงเหล่านั้นดังอื้ออึงในหูของผมแต่มันก็ไม่ชัดเท่ากับเสียงลมหายใจเข้า ออกอย่างแรงและเสียงกลืนน้ำลายหลายๆ อึกของผมเอง  จนบัดนี้ผมก็ยังคิดอะไรไม่ออกมันมืดไปเสียทุกด้าน  ยิ่งมองไปรอบๆ ทั่วทั้งบริเวณ  การทำงานของสมองยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆเมื่อต้องประสบกับเรื่องราวเช่นนี้และไม่มีโอกาสจะตั้งตัว  แต่แล้วทุกเสียงก็ต้องค่อยๆ เงียบลง  เงียบลงจนสนิทเมื่อมีเสียงตามสายประกาศดังขึ้น                เงียบๆ ! จะร้องโวยวายเสียงดังกันไปทำไม  ในเมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตายอยู่ที่ว่าใครจะช้าจะเร็วแค่นั้นเอง                เสียงประกาศประโยคแรกจบลงเสียงร่ำไห้  คร่ำครวญอย่างโหยหวนยิ่งดังขึ้นกว่าเดิมเพราะทุกคนต่างแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่นี้คือความตายและที่นี่คือที่พักวิญญาณเพื่อรอแยกรถแยกทางของแต่ละกรรมนั่นเอง                เนื่องจากรถที่จะใช้ไปส่งพวกท่านนั้น เกิดมีปัญหา  สภาพเครื่องไม่ค่อยสมบูรณ์นักไม่เหมาะกับการวิ่งระยะทางไกลๆ เพราะมีหลายคนต้องไปถึงปลายทางฝั่งขวา  จึงมีการรอซ่อมแซมตรวจสภาพเครื่องยนต์  ดังนั้นจึงจะให้ทุกคนกลับไปขึ้นรถคันเดิมโดยให้กลับไปยังโลกมนุษย์ได้หนึ่งวัน  ให้เลือกไปได้หนึ่งที่และขอสิ่งของได้หนึ่งอย่างเพราะทุกคนจะไม่มีอะไรติดตัวไปเลยนอกจากเสื้อผ้าอาภรณ์ใช้ปิดบังร่างกายเท่านั้นโดยมีข้อแม้คือ  ห้ามบอกใครว่าตัวเองตายแล้วและได้มาที่นี่  สิ่งของที่ขอจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวและจะเสื่อมสลายไปในวันนั้น  ขอให้ทุกคนไปลงชื่อตัวเอง  สถานที่และสิ่งของในสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะด้านในแล้วรีบไปขึ้นรถโดยด่วน                สิ้นเสียงประกาศทุกคนต่างหยุดนิ่งมองหน้ากันไปมาด้วยความมึนงงในเหตุการณ์ ทั้งสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ได้ยิน  แต่ในเมื่อทุกอย่างมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีอะไรต้องให้คิดและลังเลอีกต่อไป  ทุกคนต่างวิ่งกรูเข้าไปด้านในเพื่อไปยังโต๊ะลงชื่อ  ตอนนี้ไม่มีข้อมูลอะไรให้คิดในสมองมากกว่าโอกาสครั้งเดียวที่เราจะได้กลับไปยังโลกอีกครั้งหนึ่ง  การลงชื่อก็ดำเนินไปพร้อมๆ กับเสียงสะอื้นร่ำไห้  บรรยากาศความเศร้าหมองเข้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่  ใบหน้าหลายคนอาบไหลไปด้วยน้ำตาและการเสวนาพูดคุยเรื่องสถานที่สุดท้ายในชีวิต 

...วันสุดท้ายของชีวิต...                

พี่ครับ  พี่คิดจะไปไหนครับ ?                 ผมเอ่ยถามหญิงแม่ลูกอ่อนนัยน์ตาเศร้าที่ยืนกล่อมลูกอยู่ด้านหลังของผม                พี่ตอบอย่างไม่อายเลยนะ  พี่จะไปบ้านเมียน้อยของสามีพี่น่ะพี่อยากให้ลูกและพ่อเขาได้พบหน้ากันอีกสักครั้งถึงแม้เขาอาจจะไม่ค่อยอยากเจอหน้าพี่เท่าไหร่นักก็ตาม  ส่วนสิ่งของ  พี่คงขอเป็นนมเด็กสักกระป๋อง  เพราะนมพี่มันขัดๆ ไม่ค่อยจะไหลกลัวว่าเดี๋ยวลูก ของพี่จะหิวน่ะ  เอ่...เอ๊  ไม่เป็นไรนะลูกนะอดทนอีกสักหน่อยเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเราแล้ว  ไม่เป็นไรนะลูกถึงแม้ว่าพ่อเขาจะไม่รักเราแต่ก็ยังมีแม่คนนี้ที่รักลูกนะจ๊ะ                 หญิงแม่ลูกอ่อนตอบแล้วหันหน้าไปหยอกล้อ  หอมแก้ม  พูดคุยกับลูกทั้งที่เด็กเพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือน                พี่  พี่จะกลับบ้านกับฉันไหม ? ฉันจะกลับไปหาพ่อกับแม่  พ่อกับแม่พี่ก็เสียแล้วไม่ใช่หรือ ? ญาติก็ไม่มี กลับบ้านกับฉันนะ                 หญิงสาวชักชวนทั้งขอร้องชายฉกรรจ์ผู้เป็นสามีให้กลับบ้านกับตน                พี่คิดว่าพี่คงไม่ได้ไปด้วยหรอก  เพราะพี่จะกลับบ้านไปขอบวชน่ะ  ยังไม่ได้บวชให้พ่อกับแม่เลยขอทำเพื่อพวกท่านสักครั้งเพราะมันคงเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว                 ผู้คนส่วนมากเกือบครึ่งค่อนคันรถล้วนต่างอยากจะกลับบ้านของตัวเองกันทั้งนั้นทุกคนล้วนแล้วแต่คิดถึงพ่อ  แม่   พี่  น้อง  คนรัก  ญาติมิตรสหาย  อยากกลับไปเจอหน้าอยากไปกราบเท้า อยากเข้าไปสวมกอดแล้วบอกรักพวกท่านหรือหลายอย่างที่ไม่เคยจะพูดเมื่อตอนมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน    น่าเสียดาย ! ความคิดแบบนี้มันเพิ่งมาเกิดเอาตอนที่เหลือเวลาชีวิตเพียงหนึ่งวันเท่านั้น  แล้วเมื่อก่อนล่ะเคยมีเวลามากมายหลายวันในชีวิต  พวกเราต่างพากันคิดหาในสิ่งใด ? ใคร ? ที่ไหน ?  อะไร ? ทำไม ?                           

ผมเดินไปเข้าแถวรอลงชื่อโดยข้างหน้าของผมคือหญิงร่างท้วมที่เมื่อก่อนแกเคยใส่ทองเท่าโซ่คล้องคอหมาประดับประดาเต็มตัว  แต่ตอนนี้หมดสิ้นทุกอย่างไม่เหลือแม้แต่สลึงเดียวเหมือนกันกับคนอื่นๆ ผมเหลือบมองเห็นตอนที่แกลงชื่อผมแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่แกขอ  ไม่อยากเชื่อว่าความตายครั้งนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับแก  เพราะแกขอไปตลาดสดส่วนสิ่งของนั้นแกขอสมุดบัญชีรายชื่อลูกหนี้ของแก  ถ้าผมเดาไม่ผิดแกคงต้องการกลับไปทวงหนี้แน่นอน  แกทำเหมือนว่าแกจะเอาเงินทองกลับมาด้วยได้ซะอย่างนั้น  แล้วพอผมลงชื่อเสร็จผมหันไปเห็นหญิงชรานั่งสวดมนต์อยู่ด้านในที่พักผู้โดยสาร  และแกก็ยังไม่ได้มาลงชื่อ  ผมเดินตรงเข้าไปหาแกทันที                ยายครับ  ยายยังไม่ได้ลงชื่อใช่ไหมครับ ? เดี๋ยวผมพายายไปนะครับ                ะ...ะ...เหอะ  จะให้ยายไปไหนล่ะพ่อหนุ่ม ?                หญิงชราหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนอยากกลับโลกมนุษย์ของผม                 ก็กลับไปโลกมนุษย์ไงล่ะครับยาย                ยายคงไม่กลับไปหรอก  ยายจะรออยู่ที่นี่แหละ  แล้วพ่อหนุ่มขอไปที่ไหนและขออะไรล่ะ?                ผมนิ่งนึกถึงเหตุผลของคุณยายคนนี้  แกทำไมไม่ยอมกลับไปยังโลกมนุษย์  ?  แต่ก็ยังนึกไม่ออกสักทีเพราะเห็นใครๆ เขาก็กระเสือกกระสนดิ้นรนอยากกลับกันทั้งนั้น  ก่อนที่ผมจะตอบคุณยายถึงสถานที่และสิ่งที่ขอไว้                ผมขอกลับไปยังชานชาลาที่ สิบห้าก่อนรถคันที่เรานั่งมามันจะถึงเวลาออกครับ    ส่วนสิ่งของนั้น  ผมขอตั๋วรถทัวร์ใบของผม  ที่ผมซื้อก่อนจะขึ้นรถครับ                ทำไมล่ะพ่อหนุ่ม  ? ไม่อยากกลับมาที่นี่หรือ ?                อืม...ผมยังมีอะไรอีกหลายอย่างต้องทำน่ะครับยาย                แล้วทำไมเมื่อตอนมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ไม่รีบทำซะล่ะ ?                ผมนิ่งในคำถามของหญิงชราเพราะตอบคำถามไม่ได้และไม่มีอะไรจะตอบถ้าอย่างนั้นยายก็ขอให้พ่อหนุ่มโชคดีแล้วกันนะ                ขอบคุณครับคุณยาย                        ผมกล่าวขอบคุณพร้อมตัดบทลาคุณยายคนนั้นเพราะผมอาจจะไม่ได้กลับมเจอแกอีกก็เป็นได้                เดี๋ยวผมต้องไปขึ้นรถก่อนล่ะครับยาย  สวัสดีครับ                ผมยกมือไหว้ลาคุณยายคนนั้นก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถที่จอดรอกลับไปยังโลกมนุษย์อีกครั้ง  แค่อึดใจรถก็เคลื่อนที่วิ่งฝ่าหมอกควันหนาจนผมมองอะไรได้ไม่ค่อยถนัดนัก  บรรยากาศในรถต่างจากตอนเดินทางมาอย่างสิ้นเชิงไม่มีแม้เสียงใดๆบนรถให้ได้ยิน  หลอดไฟทุกดวงถูกดับให้มืดสนิทมีเพียงเสียงเครื่องยนต์กำลังทำงานอย่างหนักติดต่อมาหลายชั่วโมงและเสียงยางรถยนต์รีดน้ำฝนบนถนนจนเกิดละอองลอยขึ้นมาในอากาศ    ในขณะเดียวกันบนรถผมก็เริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและค่อยๆ อ่อนลงของตัวเองเท่านั้น  บรรยากาศดูวังเวงน่ากลัวแต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมต้องคิดและทำคือการนำตั๋วรถไปคืนให้คนขายเพื่อให้มันไม่มีจุดเริ่มต้นในเรื่องนี้  แต่ทุกคนบนรถต่างสงบนิ่งดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเหมือนกับว่าพวกเขาปลงตกในเรื่องที่เกิดขึ้นเสียแล้ว                มีอีกหลายอย่างต้องทำ  มีอีกหลายอย่างต้องทำ  มีอีกหลายอย่างต้องทำ                เสียงประโยคซ้ำๆ แว่วดังกึกก้องในหูและวนเวียนในหัวของผมอยู่ตลอดเวลา

คุณคะ  คุณ  คุณคะ                ผมลืมตาขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีคนขานเรียกอยู่เบื้องหน้า  พร้อมแสงสว่างบนรถถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง                ครับผม  มีอะไรหรือเปล่าครับ?                อ๋อ  ไม่มีอะไรหรอกค่ะ  ขอโทษนะคะที่ต้องรบกวนเวลาพักผ่อนสักครู่  คือดิฉันขอดูตั๋วหน่อยนะคะ                หญิงสาวในชุดฟร์อมสีฟ้ากล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพและอ่อนหวาน  แต่ไม่ค่อยจะถูกใจผมสักเท่าไรในสิ่งที่เธอเอ่ยขอมา                ผมคงให้คุณไม่ได้หรอกครับ  ในเมื่อผมก็เพิ่งขอเขามาเหมือนกันและผมก็มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้มัน                ผมตอบหญิงสาวด้วยถ้อยคำหนักแน่นเพราะตั๋วนั่นมันคือสิ่งเดียวที่อาจจะช่วยชีวิตของผมเอาไว้ได้  ยิ่งผมนึกถึงใครหลายๆ, คนเหล่านั้นเขากำลังเฝ้ารอการกลับไปของผมอยู่  มันยิ่งทำให้ผมต้องรีบปฏิเสธเธอออกไปด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะเป็นมิตรสักเท่าไรนักและไม่มีอะไรต้องทบทวนเลยแม้แต่นิดเดียว                ดิฉันรู้ค่ะ  ว่าคุณมีความจำเป็นต้องใช้มัน  และคุณก็ต้องใช้มันเดี๋ยวนี้ด้วยค่ะ                หญิงสาวยังยืนยันอย่างหนักแน่นเช่นกัน, เธอจะเอาตั๋วจากผมให้ได้ไม่  ไม่  ผมจะใช้มันก็ต่อเมื่อผมได้กลับไปถึงชานชาลาที่สิบห้าเท่านั้น                ชานชาลาที่ สิบห้าที่ไหนคะคุณ ?                หญิงสาวถามถึงสถานที่  ที่ผมต้องการจะไป                ก็ชานชาลาเมื่อตอนเช้าก่อนรถคันเนี่ยจะออกมา  ไงล่ะครับ                ผมบอกถึงสถานที่เดียวกันกับที่ผมเขียนขอลงในสมุดเมื่อตอนก่อนมายังโลกมนุษย์อีกครั้งหลังความตาย                คุณคะ  ถ้าคุณไม่ยอมให้ดิฉันตรวจตั๋วล่ะก็  ทางเราก็คงต้องขออภัยและขอความกรุณาให้คุณลงจากรถตรงป้ายทางแยกด้านหน้าแล้ว ล่ะค่ะ                คุณจะบ้าหรือไง ! ก็ผมเขียนขอให้กลับไปที่นั่นพวกคุณจะให้ผมลงตรงนี้ได้ยังไงกัน  แล้วคนอื่นๆ อีกล่ะ               

ผมเริ่มใช้เสียงดังขึ้นในการสนทนาโต้ตอบกับหญิงสาวขอโทษนะคะ  เราออกมาจากกรุงเทพฯเกือบสิบชั่วโมงแล้ว  ระยะทางก็ร่วมแปดร้อยกิโลจะให้เรากลับไปส่งคุณคนเดียวคงไมได้หรอกค่ะหญิงสาวอธิบายอย่างมีเหตุผล  ด้วยน้ำเสียงอดกลั้นจากข้างในการสนทนาของผมกับหญิงสาวเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะดูเหมือนต่างฝ่ายก็ต่างไม่ยอมกันจนกลายเป็นจุดสนใจของคนบนรถขึ้นมาทันที  ทุกคนต่างหันมามองพวกผมเป็นตาเดียวกันพร้อมเสียงซุบซิบอื้ออึงตามมาด้วย  ผมเริ่มกวาดสายตามองผู้คนบนรถ  ใช่, ก็พวกเขาหนิที่มากับผมเมื่อตอนเช้า  บรรยากาศดูเปลี่ยนไปมากหลังความตาย  สถานการณ์โดยรวมทั้งหมดดูเป็นปกติดี  ก่อนที่ผมจะนิ่งคิดอะไรบางอย่างสักครู่และล้วงกระเป๋าหยิบตั๋วออกมาแล้วค่อยๆ ยื่นให้หญิงสาวที่ยืนรออยู่ด้านหน้า  เธอฉีกตั๋วเสร็จพร้อมยื่นต้นขั้วเป็นราคาข้าวหนึ่งมื้อคืนให้  ผมรับมันมากำไว้ในมืออย่างแน่นและค่อยๆ เบือนหน้าออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง  ผมเห็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะตามแผ่นกระจกถูกลมพัดแตกฝอยเป็นทางยาว  ถัดออกไปเป็นต้นไม้ ใหญ่น้อยสูงต่ำสลับกันโดยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติพวกมันกำลังวิ่งสนทางกับรถปรับอากาศคันใหญ่ ผมกอดตัวเองแน่นและถอนหายใจทางปากอย่างแรงด้วยความโล่งอก....                                                                                                                                  

ประชา  มวลชน                                                                                                                             

10   มีนาคม  2550 

edit @ 27 Feb 2008 09:35:51 by ประชา มวลชน

ฆาตกรหน้าใหม่

posted on 22 Feb 2008 10:10 by muanchon

ฆาตกรหน้าใหม่                

หญิงสาววัยยี่สิบผิวขาว  หน้าตาดี  นอนหงายหน้าในพุ่มพงรกชัฏข้างทาง  เสื้อขาวถูกฉีกขาดหลุดลุ่ย  กระดุมบนเสื้อไม่เหลือสักเม็ด  กระโปรงนักศึกษาถูกถลกขึ้นกองบนหน้าท้อง  ท่อนล่างเปล่าเปลือย  ลำคอเขียวช้ำ  ดวงตาคู่นั้นของเธอยังเหลือกถลนค้างอยู่  อย่างน้อยก็ตั้งแต่เมื่อคืน  สภาพร่างไร้วิญาณของหญิงสาวหลังถูกรุมทึ้งจากพวกเดรัจฉาน  สมุด หนังสือทิ้งระเกะระกะอยู่ข้างกัน  เหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดไร้ผู้คนสนใจและสิ้นสุดลงตรงนั้น  กินเวลาเกือบค่อนคืน  เธอไม่มีสิทธิ์จะฟ้องร้องใคร  ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในคืนสุดท้ายของชีวิต  น้ำหวาน  คือหญิงสาวเคราะห์ร้ายคนนั้น               

นี่นับเป็นคดีแรกของหมวดชาญนายร้อยหมาดๆ และเพิ่งขอย้ายมาประจำ สน.ที่บ้านเกิด  คดีความถูกสืบสวนอย่างเข้มข้นหมวดชาญลงพื้นที่ไม่เว้นแต่ละวัน  ทั้งในและนอกเวลาราชการ  แต่ก็ดูเหมือนขุมเข็มในมหาสมุทรไม่ค่อยจะมีอะไรคืบหน้ามากนัก  ร้านเหล้าแถวชานเมืองตั้งอยู่ไม่ห่างจากที่เกิดเหตุคือแหล่งข้อมูลของหมวดชาญไปนั่งเสาะหาข่าวเป็นประจำ  เขาดูเครียดกับคดีนี้มาก  มากจนบ้างวันถึงกับต้องเมามายไม่ได้สติ  จ่าบุญผู้ติดตามต้องแบกขึ้นรถไปส่งที่บ้านหลังการออกหาเบาะแส  อยู่บ่อยครั้ง  ไม่รู้ ! ไม่เห็น ! ไม่ทราบ !”  คือข้อมูลจากปากพยานแวดล้อม                ........................................................               

วันนี้ก็เหมือนเคย- หมวดชาญกับจ่าบุญมานั่งที่ร้านเดิมตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เหล้าหมดไปหลายขวด  -เฮ้ย ! มึงเจ๋งวะ !”  เสียงเสวนาดังมาจากวัยรุ่นกลุ่มข้างๆ ทั้งมือตบโต๊ะเสียงดังอย่างสะใจ    มึงก็รู้นี่หว่า  ว่าพ่อกูเป็นใคร  ประโยคโอ้อวดตามมา  เพราะฤทธิ์เหล้าเสียงคุยเริ่มดังโหวกเหวกขึ้นเรื่อยๆ  มองหน้าทำไมวะ ?  มีเสียงถามมาทางหมวดชาญจากหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น  ยังไม่ทันที่หมวดชาญจะผละจากเก้าอี้ไปตามเสียงนั่น  จ่าบุญก็ดึงแขนเขาไว้เสียก่อน  มึงคิดว่าเป็นตำรวจแล้วกูจะกลัวมึงเหรอวะ ?  เสียงตะโกนสวนตอบท่าทีของหมวดชาญ  แล้วกลุ่มวัยรุ่นก็หนีจากไปด้วยรถกระบะ ไฟหลากสีวูบวาบเปิดเพลงเสียงดังวิ่งเข้าไปทางในเมือง  พวกมันเป็นใครจ่า ?  หมวดชาญถามจ่าบุญ  ท่าทางเอาเรื่องก่อนยกซดเหล้าหมดแก้ว  เอ่อ  เอ่อ ไอ้คนขับรถเป็นหัวโจกในกลุ่มมันชื่อเดชครับ  เป็นลูกชายของ ส.ส.เพิ่ม  และนั่นก็พวกเพื่อนๆ มันครับ  จ่าบุญอ้ำอึ้งก่อนตอบเสียงแผ่ว  สีหน้าเป็นกังวล  แล้วมันมาที่นี่กันบ่อยมั้ย ?  หมวดชาญถามต่อ  ผมเห็นบ่อยครั้งอยู่เหมือนกันครับ  มันมากินเหล้ากันที่นี่แล้วมันก็พากันไปเที่ยวในเมืองต่อ  คนแถวนี้ไม่มีใครชอบขี้หน้าพวกมันหรอกครับ  แต่ก็อย่างว่า...  อย่าบอกนะครับว่าหมวดสงสัยว่า....  จ่าบุญทิ้งประโยคไว้แค่นั้น  สีหน้าเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม  ทุกวันก่อนเข้านอนหรือแม้กระทั่งหลับไปเสียงหญิงสาวร่ำไห้คร่ำครวญยังคงดังแว่วอยู่ข้างหูหมวดชาญทุกๆ คืน  เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายของชีวิตแหวกพงหญ้าและความมืดออกมา  เสียงโอดครวญทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด  เสียงหญิงสาวร้องเรียกให้คนช่วยค่อยๆ แผ่วเบาลงและหมดไป  พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอ  มันดังขึ้นทุกคราวเมื่อยามที่เขาหลับตาลง  มันเหมือนภาพหลอนคอยตามติดตัวเขาไปทุกหนทุกแห่ง.............................................

ลุงภารครับ ! ไอ้เดชกับพวกเพื่อนๆ มันมากินเหล้าที่นี่กันบ่อยหรือครับ ?  หมวดชาญถามเจ้าของร้าน -  เอ่อ.. เอ่อ..” ลุงภารเหมือนใบ้กิน  ทำไมครับ ! ทำไมต้องกลัวมันขนาดนั้นด้วย ?  หมวดชาญรบเร้า ผมว่าอย่ายุ่งกับพวกมันเลยครับหมวด  หมวดยังหนุ่ม  ยังมีอนาคต  ลุงภารแนะนำในฐานะผู้อยู่มาก่อน  และพอจะเห็นอะไรมาบ้างอ๋อ...  เพราะคนที่ตายไม่ใช่ลูกไม่ใช่หลานลุงแค่นั้นเหรอครับ ?  หรือต้องรอให้ลูกสาว-หลานสาวลุงถูกกระทำอย่างนั้นซะก่อน ลุงถึงจะยอมพูด  หมวดชาญเริ่มฉุนเฉียว  กระแทกเสียงใส่ลุงภารเอ่อ....  ลุงภารนิ่งอยู่แค่อึดใจ  ครับ ! พวกมันมากินที่นี่เป็นประจำ  แต่พอเกิดเหตุนั่น  พวกมันก็เงียบๆไป  และกลับมาอีกทีก็ตอนที่หมวดเห็นนั้นแหละครับ  ลุงภารสีหน้าหดหู่เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์สลดใจ  แสดงว่าพวกมันก็เข้าข่ายน่าสงสัย  หมวดชาญพูดให้ความมั่นใจกับตัวเองวันนี้ดูท่าทางหมวดชาญแปลกไปกว่าทุกวัน  เขานั่งสั่งน้ำเปล่าตั้งแต่เที่ยงจนตะวันลับลาลงเหลี่ยมโลก  ความมืดกล้ำกรายยังไม่สนิทแผ่นฟ้า  คนของการรอก็มาถึง  รถกระบะหรูเปิดเพลงเสียงดังคันคุ้นตา  วิ่งมาจอดหน้าร้านฝุ่นคลุ้งกระจายด้วยแรงเบรก  ยังไม่ทันที่คนขับจะเปิดประตูหมวดชาญก็พุ่งตรงปรี่เข้าไปหา  ผมสงสัยว่าพวกคุณจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีข่มขืนและฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ขอให้พวกคุณตามผมไปให้ปากคำที่โรงพักเดี๋ยวนี้  - ฮ่า ! ฮ้า ! ฮ่า ! ฮ้า ! ฮ่า !”  สิ้นเสียงหมวดชาญแสดงการจับกุม  เสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังตามมา  หมายจับล่ะหมวด  มีมั้ย?!”  คำถามยียวนดังออกมาจากในรถ  ถ้าไม่มีก็อย่าสะเออะ  มาสั่งกู !”  ลูกชายส.ส.  ทำหน้ากวนมือ  กวนตีน  ยักคิ้วทิ้งทว