เรื่องของผู้น้อย
posted on 12 Mar 2008 09:44 by muanchonเรื่องของผู้น้อย
“ข้าพเจ้าและเพื่อนสาวคงมีใบหน้านิ่งเฉยและลิ้นที่สั้นกุดเกินไป จึงไม่มีปีกขาวสยายเหมือนกับพวกเขาเหล่านั้นและไม่มีโอกาสแม้กระทั่งได้ยินเสียงกันและกัน พวกเขาเหล่านั้นมีลิ้นที่หยาบหนา แข็งแรง ตวัดฉวัดเฉวียนอย่างคล่องแคล่ว ซ้ำยังเจรจาพาทีด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ซึ่งข้าพเจ้าและเพื่อนสาวไม่มีความสามารถจะทำเฉกเช่นพวกเขาเหล่านั้นได้เลย”
ต้นเดือนมีนาคมแรกเริ่มฤดูร้อนที่ความหนาวยังปกคลุมทั่วภาคพื้นที่ราบสูง ฤดูหนาวทำท่ากำลังจะโกงเวลาของฤดูร้อน ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งนี้ข้าพเจ้าทำตัวลีบๆกับความคิดผิดแผกแฝงอยู่มาเกือบเจ็ดปีตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งเข้าทำงานแล้วเวลาที่ข้าพเจ้าคาดไว้ก็เดินทางมาถึง วันนี้นับเป็นวันแรกของเวลาที่เหลืออยู่ เพราะเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วข้าพเจ้าได้รับเกียรติจากบังคับบัญชาชั้นที่สอง เป็นหนังสือบันทึกข้อความแจ้งให้ทราบเรื่องหมดสัญญาจ้าง พร้อมการยัดเยียดตำแหน่งคนว่างงานให้ข้าพเจ้าอีกหนึ่งอัตรา พอได้อ่านเนื้อหาของหนังสือข้าพเจ้าไม่รู้สึกตกใจหรือประหลาดใจอะไรมากนัก มีเพียงอารมณ์ที่ตกหลุมอากาศบ้างเล็กน้อย วันนี้เป็นวันสอบปลายภาคเรียนวันแรกของวิชาศึกษาทั่วไป บรรยากาศยังเหมือนเดิมเด็กตาใสเดินขวักไขว่กำดินสอสองบีและยางลบไว้ในมือที่เปียกชุ่ม ขาสั่นผับๆเข้าห้องเรียนรวมขนาดใหญ่ด้วยหัวใจและแววตาที่มุ่งมั่น ข้าพเจ้าเข้าใจพวกเขาเหล่านั้นที่พากันดั้นด้นมาแสวงหาความรู้ ใบปริญญาหรือกระทั่งหน้าตาทางสังคมของพ่อแม่ เพราะมันเคยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเมื่อหก-เจ็ดปีที่แล้ว
“ไอ้โง่เอ้ย !” ข้าพเจ้าด่าตัวเองในใจแล้วยิ้มเยาะบนใบหน้านิ่งเฉย
ข้าพเจ้านั่งในห้องทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทาสผู้ซื่อสัตย์เพราะสั่งอะไรมันก็ทำ อาจจะมีช้าบ้างเวลามันเหนื่อยหรือข้าพเจ้าสั่งงานมันมากเกินไป เว็บไซต์ยอดนิยมถูกข้าพเจ้าเปิดขึ้นเพื่อดูความห่วยแตกของบ้านเมือง ข่าวรักร้าวดาราเบียดแย่งพื้นที่กับข่าวฆ่ากันตาย ข้าพเจ้าคลิ๊กเข้าไปดูในพื้นที่ข่าวการเมืองก็เหลือบเห็นคำว่า Hot! สีแดงกระพริบดีดดิ้นข้างๆ ข้อความ “คำสั่งฟ้าผ่า ผบ.ตร. ไปช่วยราชการสำนักนายกฯ”
“แม่ง! ขนาด ผบ.ตร. ยังถูกปลดแล้วนับประสาอะไรกับกูวะ” ข้าพเจ้าสบถไร้เสียง แล้วคิดน้อยใจ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของข้าพเจ้าก็เดินสวมหัวแป๊ะยิ้มเข้ามาในห้องทำงานที่เงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใดๆ โดยมีอาจารย์ผู้น้อยใช้ก้นดันประตูเปิดออกให้เพราะสองมือเจ้าหล่อนหอบหิ้วข้าวของให้หัวหน้าพะรุงพะรังไปหมด ทั้งสองเดินผ่าน ข้าพเจ้ายกมือไหว้ทักทายสวัสดีตามปกติวัน จังหวะนั้นเองหนึ่งในสรรพสิ่งหอบหิ้วของอาจารย์ผู้น้อยทิ้งตัวลงกำลังจะกระแทกพื้น เดชะบุญ! ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ เจ้าหล่อนตวัดลิ้นยาวยืดออกมาเกี่ยวถุงอะไรสักอย่างไว้ได้ แต่ใช่ว่าการกระทำนั้นจะสะอาดเรียบร้อยไปเสียทั้งหมด เพราะลิ้นอันหยาบยาวของเจ้าหล่อนเต็มไปด้วยน้ำลายเป็นเมือกเหนียวกระจายทั่วพื้นห้องทั้งยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย ข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวในที่ทำงานเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถนัดตา เรามองหน้ากันไร้ซึ่งคำพูดใดๆ อาจารย์ผู้น้อยหันมาฉีกยิ้มให้กับข้าพเจ้ากับเพื่อนสาว ข้าพเจ้าจึงยิ้มแห้งๆกลับไปโดยไม่ได้แสดงอาการรังเกียจ (ดังที่คิด) ให้เห็นแม้แต่น้อย ส่วนเพื่อนสาวข้าพเจ้าเหมือนตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า สาวเจ้าทำอะไรไม่ถูกรีบหันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์พิมพ์รัวถี่ยิบจนปุ่มบนแป้นพิมพ์แทบกระเด็น
“มีอะไรหรือป่าวจ๊ะ?... เด็กๆ” อาจารย์สาวถามด้วยน้ำเสียงหวาน แต่ยิ่งหล่อนพูดมากเท่าไหร่ลิ้นก็ยิ่งยืดยาวออกไป เมือกน้ำลายก็ยิ่งสาดกระเซ็นเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่หล่อนยังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้ายิ้มแห้งๆและส่ายหน้ากลับไปบอกแทนคำตอบโดยไม่ปริปากอะไร เพราะถึงพูดก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปอยู่ดี ส่วนเพื่อนสาวยังตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ พิมพ์ พิมพ์ ต่อไป
แค่ชั่วอึดใจแม่บ้านปรี่เข้ามาในห้องทำงานหล่อนไม่รีรอให้โอกาสหลุดลอย พอก้าวผ่านประตูเข้ามาหล่อนรีบถลาลงพื้นพุ่งเข้ามาปานว่าจรวดบกมาหยุดเอาที่เกิดเหตุ หล่อนหยุดเพราะความเหนียวของเมือกน้ำลายอาจารย์ผู้น้อย แม่บ้านเห็นที่เกิดเหตุหยุดปรายตามองก่อนนิ่งคิดเพียงเสี้ยววินาที หล่อนก็ดิ้นพล่านเหมือนแมวถูกน้ำร้อนลวก “โอ้!… เดชะบุญ! อีกรอบ” พื้นที่เคยสกปรกเพราะน้ำลายเหนียวๆของอาจารย์ผู้น้อย ตอนนี้สะอาดเงาวับด้วยฝีมือแม่บ้านประจำสำนักงานไปเสียแล้ว หล่อนไม่ได้สนใจสายตาทั้งสองคู่ของข้าพเจ้าและเพื่อนสาวเลย “ทำไปได้หนอ...คนเรา” ข้าพเจ้าแค่นึกในใจแต่ไม่อาจกลั้นสีหน้าแสดงอาการสมเพชไว้ได้ เพื่อนสาวของข้าพเจ้าก็เช่นกัน หล่อนทำท่าเหมือนจะอ้วกแตกสีหน้าไม่สู้ดีนัก ข้าพเจ้ามองเห็นริมฝีปากหล่อนขมุบขมิบเหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่างให้ข้าพเจ้ารับรู้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่มียินเสียงอะไร จนหล่อนต้องตะโกนออกมา แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเหมือนเดิม ก่อนที่หล่อนจะผลุนผันลุกจากโต๊ะทำงานวิ่งไปเปิดประตูทางออก มือข้างหนึ่งกุมปิดที่ปาก กำลังจะก้าวขาพ้นห้องทำงาน “หยุด! จะไปไหนจ๊ะ? อย่าเพิ่งไปสิ!” เสียงหวานๆพร้อมเมือกน้ำลายของอาจารย์ผู้น้อยสั่งให้เพื่อนสาวข้าพเจ้าชะงักกานเคลื่อนไหวและหล่อนก็ต้องทำตาม แทนที่คำพูดไร้เสียงของเพื่อนสาวข้าพเจ้าจะหลุดออกจากปาก กลับกลายเป็นเศษอาหารผสมน้ำทะลักพุ่งออกมาจากปากหล่อนและที่สำคัญมันไม่ได้พุ่งออกมาเพียงครั้งเดียวเสียด้วย “จัดการสิจ๊ะ…” คำสั่งหวานๆของอาจารย์ผู้น้อย สายตาหล่อนจ้องเขม็งไปยังแม่บ้านที่ยังนอนราบอยู่กับพื้น เพื่อนสาวข้าพเจ้าร้องบอกอะไรบางอย่างด้วยความเงียบ แต่ข้าพเจ้าสันนิษฐานได้ด้วยท่าทาง เหมือนหล่อนกำลังห้ามแม่บ้านไม่ให้ทำตามคำสั่งของอาจารย์ผู้น้อย แต่ก็ไม่เป็นผล แม่บ้านพุ่งจรวดบกเข้าหาสถานที่เกิดเหตุจนเพื่อนสาวข้าพเจ้าโผหลบแทบไม่ทัน แล้วหล่อนก็ดิ้นพล่านที่กองเศษอาหารของเพื่อนสาวข้าพเจ้า เพียงเวลาไม่นานพื้นก็กลับมาเงาวับเหมือนเดิม เพื่อนสาวข้าพเจ้าเห็นดังนั้นหล่อนแทบไม่กล้าอยู่ใกล้คนทั้งสองอีกแม้แค่กลั้นลมหายใจ หล่อนรีบลุกเดินกลับมายังโต๊ะทำงาน ภาพที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออาจารย์ผู้น้อยก้มลงตวัดลิ้นเลียข้างๆหูของแม่บ้านอยู่นานทีเดียว จนน้ำเมือกชโลมเกือบทั่วตัวเจ้าหล่อน ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มให้ซึ่งกันและกันแล้วปีกสีขาวก็งอกออกจากกลางหลังของแม่บ้าน หล่อนกระพือปีกอย่างแรงสอง สามที กระดาษเอกสารในห้องทำงานปลิวว่อน ก่อนที่หล่อนจะบินผ่านทางประตูออกไป “เก็บสิจ๊ะ เด็กๆ” อาจารย์ผู้น้อยชี้นิ้วสั่งข้าพเจ้ากับเพื่อนสาวให้จัดการกับกระดาษที่เกลื่อนกลาดบนพื้น เหมือนทุกๆ ครั้งเวลาหล่อนปีกงอกหลังจากหล่อนสอพลอสำเร็จ
“........! อยู่ข้างนอกมั้ย?” เสียงผู้บังคับบัญชาชั้นต้นร้องเรียกอาจารย์ผู้น้อย “อยู่คะ!” เสียงตอบสั้นๆ ของหล่อนก่อนจะพุ่งจรวดบกเรียดพื้นเข้าห้องทำงานของหัวหน้าไป ข้าพเจ้ามองหน้าเพื่อนสาว หล่อนแสดงสีหน้าเวทนากับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปซึ่งก็ไม่ต่างจากสีหน้าของข้าพเจ้าในขณะนั้นเท่าใดนัก อีกราวครึ่งชั่วโมงผู้บังคับบัญชาชั้นต้นก็เดินออกมาจากห้องทำงานประจำตำแหน่ง ตามหลังมาด้วยอาจารย์ผู้น้อย คราวนี้หล่อนหอบข้าวของเยอะกว่าตอนขามาเสียอีก
“นี่เด็กๆ เดี๋ยวช่วยเข้าไปเก็บกระดาษในห้องหัวหน้าหน่อยนะจ๊ะ” อาจารย์ผู้น้อยมองมาทางข้าพเจ้ากับเพื่อนสาว เราทั้งสองมองหน้ากันเหมือนปลงตกเพราะต่างก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น หัวหน้าเดินมาสั่งงานข้าพเจ้าเพียงเล็กน้อยตามประสาคนที่กำลังจะจากกัน หัวแป๊ะยิ้มมันยังยิ้มแฉ่งให้ข้าพเจ้าเหมือนเคย ข้าพเจ้าก็เช่นกันยิ้มกลับมันเหมือนเคยเพราะดูแล้วหน้าตามันตลกดี แล้วทั้งสองก็จากไปจนกว่าจะพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ “นี่มันอะไรกันนักหนาวะเนี่ย!” เพื่อนสาวข้าพเจ้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว “ก็มันเป็นเรื่องปกตินี่ ยังไม่ชินอีกเหรอ?” คำพูดข้าพเจ้าก็มีเสียงเช่นกัน “อืมมมมม...” เพื่อนสาวข้าพเจ้าพยักหน้าสองสามทีเหมือนยอมรับด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ข้าพเจ้ารีบทำงานที่ได้รับมอบหมายเพียงเล็กน้อยให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนจะออกไปสูดอากาศข้างนอกห้องทำงาน อากาศแสนบริสุทธิ์ที่มนุษย์โลกทั่วไปเขาสูดกัน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงสะอื้นแว่วดังลอยลมมาจากทางมุมตึกจึงเดินไปตามเสียงนั่น ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงก็ยิ่งดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆ ข้าพเจ้าพอจะเดาออกแล้วว่าเสียงที่ได้ยินมันเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้หญิง ฟังแล้วดูเศร้าหดหู่สุดบรรยายเหมือนความทุกข์ของหล่อนหลั่งทะลักออกมากับน้ำตา เสียงสะอึกสะอื้นฟังแล้วเหมือนสายใจหล่อนกำลังจะขาด ข้าพเจ้าค่อยๆย่องเข้าไปเพื่อจะดูเจ้าของเสียงร้องไห้ ภาพที่ปรากฏคือร่างผู้หญิงนั่งยองๆหันหน้าเข้ามุมตึก กลิ่นเหม็นที่คุ้นเคยคลุ้งกระจายทั่วบริเวณ แม้ข้าพเจ้าจะมองเห็นใบหน้าของหล่อนไม่ชัดนักแต่ผมเผ้าที่เปียกชโลมน้ำเมือกเสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำลายเหนียวๆและปีกสีขาวที่งอกอยู่กลางหลังของหล่อนซึ่งมันกระตุกสั่นเป็นจังหวะรับกับเสียงสะอื้นไห้ เท่านี้ก็พอที่จะหยุดความรู้สึกข้าพเจ้าให้นิ่งและหันหลังกลับเดินจากหล่อนมา
ข้าพเจ้าจิตใจห่อเหี่ยวเดินกลับห้องทำงาน เสียงสาปส่งดังแว่วมาเป็นระยะๆ “ไป! ออกไป! ไอ้นักเขียนใหญ่” เพลงกลับบ้านของพี่พจนาถ ดังผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบเล่นวนไปมาหลายชั่วโมงพร้อมๆ กับร่างนิ่งเฉยของข้าพเจ้า
................กลับบ้านหาเราตัวจริง
“พ่อครับ แม่ครับ ผมอยากกลับบ้าน”
ประชา มวลชน
ต้นมีนาคม 2551
ข้าผู้น้อย ฆ่าผู้ใหญ่ ก็ไร้ค่า
edit @ 26 Mar 2008 16:10:47 by ประชา มวลชน
edit @ 26 Mar 2008 16:12:54 by ประชา มวลชน